ชื่อผิด ชีวิตเปลี่ยน! เทคนิคตั้งชื่อ “เมนู” ให้ลูกค้าอยากซื้อ

อะไรที่แปลกๆ คนเรามักสนใจเป็นพิเศษ! อย่างชื่อเมนูก็เช่นกัน ถ้าบอกว่า “ไข่เจียวหมูสับ” หรือ “ผัดกระเพรา” บางทีก็ไม่น่าสนใจ แต่พอตั้งชื่อใหม่ให้ดูไม่เหมือนใครทั้งที่เมนูอาจไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่คนก็สนใจมากขึ้น เช่น ตำเสียสาว = ตำไทยใส่ไข่เยี่ยวม้า , แกงหมูป่าฆ่าไม่เลือก , ผัดขิงไก่ใส่ระเบิด , แกงจืดไก่ใส่อารมณ์ เป็นต้น

เทคนิคตั้งชื่อ "เมนู"

กลยุทธ์เน้นการตั้งชื่อให้แปลกใหม่ จึงเป็นอีกไอเดียสร้างยอดขายที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจได้ แต่มันก็ต้องมีเทคนิคที่ควรนำมาใช้อย่างถูกต้อง โดยมีหลักการได้แก่

  1. ใช้ชื่อที่สร้างภาพในหัว (Visual Naming) ชนิดที่พอได้ยินก็เห็นภาพทันที เช่น ชาบูเนื้อวากิวลาวา , ซุปหอมกรุ่นหม้อไฟโฮมเมด เป็นต้น
  2. ใช้คำที่กระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ (Emotion-Triggering Words) เพิ่มคำที่ยั่วความอยากกินให้เพิ่มขึ้น เช่น ชีสยืดชาบูจุ่มมันกุ้ง , กระเพราะเด็ดเผ็ดเจ็ดชั่วโคตร เป็นต้น
  3. ใส่คำที่สร้างมูลค่า (Value-Boosting Words) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่ามากขึ้น เช่น “ชาบูเนื้อวากิว A5 จากญี่ปุ่น , ชาบูหมูคุโรบุตะ สูตรต้นตำหรับฃ
  4. ใช้ชื่อที่เล่าเรื่อง (Storytelling Menus) เป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้เมนูดูแปลกและแตกต่างเช่น ข้าวอบหม้อดินสูตรคุณย่า , ข้าวมันไก่สูตรต้นตำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ เป็นต้น
  5. ใช้เทคนิค FOMO (กลัวพลาด) กระตุ้นให้ลูกค้ารู้สึกว่าถ้าพลาดเมนูเหล่านี้แล้วจะต้องเสียใจหรือว่าจะไม่มีโอกาสได้กินแบบนี้อีกแล้ว เช่น ข้าวคลุกกะปิชาววัง สูตรลับ แค่ 10 ที่ต่อวัน , ซุปกระดูกหมูตุ๋น 48 ชั่วโมง , เนื้อย่างสูตรญี่ปุ่นแท้ แค่ 10ที่ เท่านั้น เป็นต้น
  6. ใช้คำไทยที่คุ้นเคย หรือสร้างเอกลักษณ์ ใช้คำประกอบในแต่ละเมนูให้ดูมีความว้าว เช่น หมูตุ๋นเปื่อยเว่อร์ , ไก่ย่างสูตรอร่อยจัด , น้ำจิ้มรสเด็ดแซ่บซี๊ดดด เป็นต้น

เทคนิคตั้งชื่อ "เมนู"

เทคนิคตั้งชื่อ “เมนู” ก็สามารถนำมาใช้รวมกับวิธีการออกแบบหน้าตาของเมนูอาหารได้เช่นกัน สังเกตให้ดีว่าทำไมบางครั้ง เราใช้เวลาเลือกอาหารเพียงไม่ถึง 1 นาที แต่บางทีเปิดเมนูพลิกไปพลิกมาอยู่นานก็ตัดสินใจไม่ได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะลักษณะของเมนูในร้านอาหารก็มีผลต่อการตัดสินใจของเราด้วย จำเป็นต้องใช้หลักการหลายๆ อย่างเข้ามาได้แก่

  • สีสื่อความหมายได้มากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ควรใช้ประกอบเมนูที่โดดเด่นด้านความสด สะอาด สีส้ม ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร สีเหลือง สื่อถึงความสุข จึงดึงดูดสายตาของลูกค้าได้ดี สีแดง กระตุ้นให้เกิดการซื้อ
  • ทฤษฎีสามเหลี่ยมทองคำ เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบ เพราะสายตาจะตรงไปที่บริเวณกึ่งกลางก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เลื่อนสายตาไปด้านขวาบน และสุดท้ายจะหยุดที่ด้านซ้ายบน เกิดเป็นสามเหลี่ยมกลับหัว ฉะนั้น คุณควรใส่เมนูที่โดดเด่น และต้องการให้ลูกค้าสั่งบริเวณ 3 จุดยุทธศาสตร์นี้
  • ใช้คำอธิบายชื่อเมนูให้เร้าใจ ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจและอยากสั่งอาหารได้มาก เช่นเปรี๊ยวซ่าสะใจ , อร่อยเริ่ด , กรอบสะท้านโลก เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกลยุทธ์ที่นำมาเมนูมาใช้เล่นในด้านการตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหาร เช่น การเลือกตั้งราคา 1 เมนูให้ถูกสุดๆ และดึงกำไรจากเมนูอื่นๆ แทน เช่น ข้าวต้มกุ๊ย 1 บาท คู่กับเมนูผัดผักบุ้งไฟแดง 49 บาท , ข้าวแกงตักไม่อั้น ข้าวเปล่าเติมฟรี! ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ทำให้คนสนใจและเข้ามาใช้บริการได้มาก ส่วนจะกลายเป็นลูกค้าประจำได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าและบริการของเราเป็นสำคัญ

หรืออีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการสร้างตัวหลอกโดยเล่นกับขนาด สั่งไซส์ใหญ่คุ้มกว่าเยอะ ยกตัวอย่างเมนูผัดกะเพราจานธรรมดา ราคา 45 บาท กับเมนูผัดกะเพราถาดที่มีไซส์ใหญ่ สามารถกินได้เยอะกว่า ราคา 69 บาท จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการสั่งไซส์ใหญ่คุ้มกว่าเยอะ และรู้สึกยินดีที่จะจ่ายมากขึ้น เพราะได้ของที่เยอะกว่า

หรือถ้ายังไม่สะใจจะลองเอาวิธีการตั้งเมนูเป็นเซตเพื่อเพิ่มยอดขายก็ได้ โดยมีหลักการว่าชื่อเซตเมนูที่ตั้งต้องแสดงถึงความคุ้มค่า อย่างไรก็ดีทุกกลยุทธ์ที่กล่าวมาสามารถนำมาผสมผสานใช้ได้ ตามแต่ไอเดียของผู้ประกอบการ ยิ่งสร้างความแปลกและแตกต่างได้มาก โอกาสเพิ่มยอดขายให้ร้านก็มากได้เช่นกัน

ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสาร ทุกความเคลื่อนไหวธุรกิจ แฟรนไชส์ และ SMEs รวดเร็ว รอบด้าน
ติดตามได้ที่ Add LINE id: @thaifranchise

อ้างอิงจาก คลิกที่นี่


สำหรับคนที่อยากเอาตัวรอดในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แนะนำเข้ารับคำปรึกษาผ่านหน่วยงาน ที่น่าเชื่อถือ เช่น

ไทยแฟรนไชส์ คอนซัลแทนซี่ (ThaiFranchise Consultancy)เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ยินดีให้คำปรึกษาในทุกกระบวนการสร้างระบบแฟรนไชส์ ทางบริษัทฯ มีอาจารย์และทีมงานที่พร้อมให้บริการ คอยให้คำแนะนำ และร่วมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์บนเส้นทางของธุรกิจแฟรนไชส์ไทย มายาวนานกว่า 14 ปี

ลักษณะงาน

  • เน้นการทำงานร่วมกับทีมงานของบริษัท
  • ให้แนวทางในการทำงานในทุกๆ ด้าน
  • มอบหมายงานและติดตามงาน
  • อื่นๆ ทุกด้านที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ

1. วิเคราะห์ธุรกิจปัจจุบันเบื้องต้น หัวข้อดังนี้

  • ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน
  • ผลการดำเนินงานของธุรกิจ
  • การปฏิบัติงาน
  • เป้าหมายในอนาคต

2. กลยุทธ์ในการสร้างธุรกิจ

  • การสร้างแนวคิดธุรกิจ (Business Concept)
  • การกำหนดเป้าหมาย (Business Objective)
  • การจำลองงบกำไร-ขาดทุน (Profit-Loss)
  • การพัฒนาในด้านต่างๆ (Development Plan)

3. การวางแผนการปฏิบัติงาน (Operation Plan)

  • การวางแผนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน
  • สร้างคู่มือการทำงานแต่ละฝ่าย
  • กำหนดเงื่อนไขในด้านต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ์ รูปแบบร้าน ทำเล การให้สิทธิต่างๆ แก่ผู้ซื้อแฟรนไชส์
  • มีโครงสร้างทีมงานที่เหมาะสม

4. กลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ

  • แผนการขยายสาขาของบริษัท หรือ ร้านสาขาต้นแบบ
  • แผนการทดสอบขยายสาขาแฟรนไชส์

5. ขั้นตอนการพัฒนาระบบแฟรนไชส์

  • รวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • ดูผลประกอบการ การดำเนินของร้านแฟรนไชส์จำลอง หรือร้านต้นแบบ
  • ปรับปรุงแก้ไข
  • พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ อย่างไม่หยุดยั้ง

การปฎิบัติงาน

  1. สัปดาห์ละ 1 คาบเวลา (ประมาณ 3-4 ชม.)
  2. ติดต่อปรึกษางานได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขอื่นๆ

  • การ Consult ไม่รับกลุ่มเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกันและรับไม่เกิน 5 แบรนด์

อนึ่ง รายละเอียดและขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการรับคำปรึกษา อาจมีนอกเหนือจากแผนงานดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนโครงสร้างของธุรกิจเดิม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ 

สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-1019187
ฝ่ายที่ปรึกษาโครงการ (ThaiFranchise Consultancy)

คุณรัตนชัย ม่วงงาม (เปี๊ยก)

เรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ทำงานในด้านวารสารมากว่า10ปี สะสมความรู้หลากหลายแนวทั้งด้านการเกษตร สังคม สู่การประยุกต์เป็นอาชีพทั้ง SMEs และแฟรนไชส์รวมถึงแนวทางด้านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ การเขียนคืองานที่เราตั้งใจและใจรักมากที่สุด