5 เหตุผลดีๆ ทำไมนักธุรกิจถึงเลือกลงทุนหุ้นในสิงคโปร์
ตอนนี้เรื่องของการลงทุนใน ตลาดหุ้น ดีจะมีความน่าสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาศึกษาวิธีการเทรดหุ้น สร้างพอร์ตการลงทุนและเริ่มหาข้อมูลวิธีการลงทุนที่คุ้มค่าในแบบใช้เงินต่อเงิน และแม้ว่าการลงทุนแบบนี้จะให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีแต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงอยู่มาก
ในมุมมองของผู้มีประสบการณ์ด้านการลงทุนนั้นมองว่าตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดหุ้นสำคัญที่ทำกำไรได้ง่ายที่สุดสำหรับใครที่กำลังศึกษาเรื่องการเล่นหุ้นวันนี้ www.ThaiSMEsCenter.com มีลักษณะที่สำคัญของตลาดหุ้นในสิงคโปร์ที่เป็นจุดเด่นทั้ง 5 ประการมานำเสนอให้รับทราบว่าที่หลายคนบอกว่าดีลงทุนที่นี่โอกาสมีกำไรเยอะขึ้นนั้นเป็นอย่างไร
ภาพจาก goo.gl/osV9WP , goo.gl/aFSwt5
1.ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีความหลากหลายในการลงทุน
แม้ภาพลักษณ์โดยรวมในตลาดหุ้นสิงคโปร์จะค่อนข้างนิ่ง ไม่หวือหวาเหมือนกับตลาดหุ้นไทยเพราะมูลค่าการซื้อขายกว่า 80% มาจากนักลงทุนสถาบัน โอกาสที่จะเห็นหุ้นวิ่งแรงๆ ทำกำไรแบบเดย์เทรดได้ในวันเดียวค่อนข้างน้อย
แต่ตลาดหุ้นสิงคโปร์ก็ถูกทดแทนด้วย “ความหลากหลาย” ของสินค้า ด้วยความที่เป็น “ฮับ” ในด้านต่างๆ ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาด SGX โดยที่อาจจะไม่มีธุรกิจอยู่ในสิงคโปร์เสียด้วยซ้ำ
อีกทั้งการลงทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ยังมีทางเลือกน่าสนใจในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่เปิดให้บริการ เช่นกองทุนประเภท ETF ที่เลือกลงทุนได้กับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ หรือน้ำมัน รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีต่างๆด้วย
2.นักลงทุนในสิงคโปร์สามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทั่วโลกได้
นักลงทุนที่เปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์สิงคโปร์ยังสามารถซื้อขายหุ้นในตลาดหลักๆ ของโลกได้ครบไม่ว่าจะเป็น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ลอนดอน ฮ่องกง ญี่ปุ่น จีน รวมถึงย่านอาเซียนอื่นๆ อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย แม้แต่ตลาดหุ้นไทยก็ตามแต่จะเสียค่าคอมมิชชั่นสูงกว่าที่เทรดในไทยก็ตาม
ภาพจาก goo.gl/pJ7IFM
3.มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่น่าสนใจออกมาต่อเนื่อง
โดยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจในตอนนี้และเป็นของใหม่ก็คือ ตราสารที่เรียกว่า Daily Leverage Certificate ซึ่งออกแบบขึ้นโดยสถาบันการเงินจากฮ่องกง รูปแบบคล้ายกับ Options คือมีทั้ง Call และ Put
แต่มีข้อดีคือไม่มี Time Decay หรือมูลค่าที่ลดลง ทำให้นักลงทุนสามารถถือลงทุนได้ระยะยาว คาดว่าจะเริ่มเปิดให้ซื้อขายได้ในเดือนสิงหาคมนี้
4.นักลงทุนหุ้นในสิงคโปร์สามารถซื้อขายล่วงหน้าได้
ความพิเศษของตลาดหุ้นสิงคโปร์คือ ผู้ที่เปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์สามารถ “ขายล่วงหน้า” หรือ Short Sell ได้ทันที จากปกติถ้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยจะต้องเปิดธุรกรรมยืมหุ้นมาขายก่อนหรือ SBL และต้องเสียค่าวางมาร์จิ้น
แต่ที่สิงคโปร์เราสามารถตั้งขายหุ้นล่วงหน้าได้เลย และเมื่อหุ้นลงก็จะทำกำไรได้ แต่จำเป็นต้องขายออกไปทันทีในวันนั้นไม่เช่นนั้นทางตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะซื้อคืนหุ้นตัวนั้นให้เอง
ภาพจาก goo.gl/E6wl7z
5.ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีโปรแกรม Contra Trading
ตลาดหุ้นสิงคโปร์มีโปรแกรมที่เรียกว่า Contra Trading กล่าวคือนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นได้เกินวงเงินที่มีอยู่ในพอร์ต เช่น ใส่เงินไว้ในพอร์ตจำนวน 50,000 บาท แต่สามารถเทรดได้ในวงเงิน 100,000 บาท โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีมาร์จินแบบไทย โดยมีระยะเวลาให้ซื้อขายได้ภายใน 3 วันทำการสำหรับหุ้นในตลาดสิงคโปร์
ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯจะได้เวลาถึง 5 วัน ตลาดหุ้นลอนดอน 4 วัน โดยหากซื้อและขายได้กำไรภายในระยะเวลาดังกล่าว เราก็จะได้กำไรที่เกิดขึ้นนั้นไป แต่ยังเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายตามปกติ จุดประสงค์ที่เกิดโปรแกรมดังกล่าว
เพราะทางตลาดหุ้นสิงคโปร์ต้องการจะสนับสนุนให้นักลงทุนรายย่อยซื้อขายหุ้นให้มากขึ้นนั่ โดยโปรแกรมนี้เปิดบริการมาแล้ว 3 ปี ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้น
ส่วนเหตุผลข้อสุดท้ายไม่ได้จัดเอาไว้ใน 5 ข้อน่าสนใจแต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนสนใจไม่น้อยนั้นคือจำเป็นต้องมีเงินแค่ไหนถึงจะลงทุนหุ้นในตลาดสิงคโปร์ได้ คำตอบนี้บอกได้เลยว่า หลักแสนกลางๆ ก็เพียงพอต่อการลงทุน
และแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าหุ้นไทยแต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตและต้องการเปิดโลกการลงทุนของตัวเองให้กว้าง การลงทุนหุ้นในตลาดสิงคโปร์ก็ดูน่าสนใจไม่ใช่เล่นทีเดียว
สำหรับท่านใดที่ต้องการข้อมูลข่าวสาร ต้องการอัพเดทข้อมูลการตลาด หรือแนวทางการทำธุรกิจเรามีรวบรวมบทความมากมายไว้ให้ทุกท่านพิจารณากันตามความเหมาะสม ดูรายละเอียด goo.gl/Io5k2S